ตำนานความหอม

"จมูก" คือ หนึ่งใน "อายตนะทั้ง 6 " ที่มนุษย์มีสัมผัสในการรับรู้ได้

"กลิ่นหอม" จึงเป็น หนึ่งในความรื่นรมย์ และสุนทรีย ที่อยู่กับมนุษย์มานานแสนนาน

น้ำหอม มีมานานกว่า 4,000 ปี ตั้งแต่สมัยอียิปต์ ปัจจุบัน แหล่งผลิตน้ำหอมที่ดีที่สุดในโลกก็มาจากแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศเหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของดอกไม้นานาพันธ์

กลับเข้ามาที่ประเทศไทย ส่วนใหญ่เราใช้น้ำหอมนำเข้าจากยุโรป ซึ่งมีราคาแพง หลัก ๆ เลยคือเพราะ "มูลค่าแบรนด์" ซึ่งเราก็ต้องยอมรับในจัดนั้น เพราะเขาเป็น Global Brand

หัวน้ำหอมที่ใช้ที่ใช้ทำน้ำหอม ก็มักจะมาจากโรงงานในแถบยุโรปตอนใต้ เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน เรื่อยไปจนถึงสวิสเซอร์แลนด์ โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท

  1. น้ำมันหอมระเหย (Essential Oil) ซึ่งต้องใช้ดอกไม้จำนวน "มหาศาล" ในการผลิต จึงมีราคาแพงมาก เช่น ลิตรละ 200,000-300,000 บาท
  2. หัวน้ำหอม (Fragrance) เป็นการผสมเคมีเพื่อให้ได้กลิ่นเทียบเคียงกับน้ำหอมที่สกัดจากดอกไม้จริง ราคาสามารถจับต้องได้มากกว่า และยังสามารถสังเคราะห์กลิ่นได้ตามต้องการ

รู้ได้ดังนั้น เราจึงมีหนทางที่จะผลิตน้ำหอมที่มีคุณภาพดี ในราคาที่ย่อมเยา เพื่อให้คนไทยได้ใช้น้ำหอมคุณภาพสูง มีความหอมแบบละเมียดละไม ไม่ฉุนแอลกอฮอล์ น้ำหอมกัลยา เป็นน้ำหอมเกรด Eau de perfume (EDP) ซึ่งใช้ส่วนใหญ่ผสมหัวน้ำหอมประมาณ 15-18% แต่ Kanlaya ใส่มากถึง 33% โดยใช้น้ำหอมจากประเทศฝรั่งเศส คัดเลือกโรงงานที่มีกรรมวิธีมีการบ่มน้ำหอมที่มีคุณภาพที่สุด มีใบรับรอง คุณภาพ ผสมกับแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99% ซึ่งจะทำให้การระเหยของกลิ่นดีมากกว่าปกติ (ในตลาดส่วนใหญ่จะใช้ Alcohol 95% ) อีกส่วนผสมที่สำคัญคือ “ตัวจับกลิ่น” เราก็นำเข้ามาจากประเทศฝรั่งเศสเช่นกัน เป็นหัวเชื้อแบบเข้มข้น 95% สามารถลดกลิ่นของ Alcohol ได้ โดยปริมาณการใส่จะอยู่ที่ 5% เมื่อทำการใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงขวด ต้องเขย่าให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันเป็นเวลา 2-3 นาที ทิ้งไว้ 1-2 เดือน ให้ส่วนผสมหมักรวมตัวกันจะได้กลิ่นที่หอมและติดทนนาน

Powered by MakeWebEasy.com